
เคยหรือไม่
เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าและก้าวเท้าลงพื้น
จะเกิดอาการปวดบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า ถ้าเคย นั่นก็หมายถึง
คุณอาจเริ่มเป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
เอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือที่เรียกกันว่า “รองช้ำ” เกิดขึ้นเนื่องจากมีการบาดเจ็บหรืออักเสบของเอ็นฝ่าเท้าบริเวณที่เกาะกับกระดูกส้นเท้า
เอ็นฝ่าเท้าจะยึดจากกระดูกส้นเท้าไปยังนิ้วเท้า
ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปทรงของเท้า และยังทำหน้าที่เหมือนสปริง
เพื่อช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเดินหรือวิ่ง
• อาการของโรค
ผู้ที่เป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
จะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า
ในระยะแรกอาจเกิดอาการภายหลังการออกกำลังกาย เดิน หรือยืนนานๆ
แต่ถ้าอาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา
ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ
เมื่อลุกขึ้นเดิน 2–3 ก้าวแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า
หรือหลังจากนั่งพักขาเป็นเวลานาน จะรู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้า
เนื่องจากเกิดการกระชากของเอ็นฝ่าเท้าที่อักเสบอย่างทันทีทันใด
แต่เมื่อเดินไประยะหนึ่ง เอ็นฝ่าเท้าจะค่อยๆยืดหยุ่นขึ้น
อาการเจ็บส้นเท้าจึงค่อยๆทุเลาลง
• แม้จะเป็นๆ หายๆ แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่ดีแน่ เพราะ...
อาการเจ็บปวดส้นเท้าเรื้อรัง
จะส่งผลกระทบอย่างมากกับการทำกิจวัตรประจำวัน และการทำงาน
เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดความเครียด วิตกกังวล
และอาจมีหินปูนเกิดขึ้นบริเวณกระดูกส้นเท้าที่เอ็นฝ่าเท้ายึดเกาะอยู่
นอกจากนี้
อาจทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า
ปวดเกร็งและตึงของกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย
เนื่องจากจังหวะการเดินหรือลงน้ำหนักที่ผิดปกติไปจากอาการเจ็บส้นเท้า
• รักษาอย่างไร?
โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดเป็นหลัก ประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย
อาการจะดีขึ้น แต่ต้องใช้ความอดทนในการดูแลรักษาตัวเอง (อาจใช้เวลานานถึง 2
– 6 เดือน) และต้องอาศัยหลายๆ วิธีประกอบกัน คือ
1. การใช้ยา อาจเป็นยากินเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจใช้ยาฉีดสเตียรอยด์ ฉีดเฉพาะที่เพื่อลดอาการอักเสบ
แต่จะจำกัดการใช้เพียง 2 - 3 ครั้ง
2. การลดหรือแก้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ลดน้ำหนัก ลดการออกกำลังกายที่หนักเกินไป
3. การเปลี่ยนหรือแก้ไขรองเท้าให้ถูกลักษณะขึ้น โดยเลือกรองเท้าที่มีส้นนุ่มๆ
หรือใช้แผ่นรองส้นเท้าที่นุ่มๆ มาติดเสริมในรองเท้า ผู้ที่มีฝ่าเท้าแบน
อาจเลือกใช้แผ่นรองที่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อไม่ให้เท้าล้มเวลาเดินลงน้ำหนัก
และควรใส่รองเท้าส้นนุ่มๆ เดินในบ้านด้วย
4. การทำกายภาพบำบัดด้วยตนเอง ประกอบด้วย
• การประคบร้อนหรือเย็น
• การยืดกล้ามเนื้อน่อง
และเอ็นฝ่าเท้า โดยในการยืดจะต้องทำค้างไว้ 10 วินาที ทำครั้งละประมาณ 10
ครั้ง ควรทำก่อนลุกขึ้นเดินหลังตื่นนอน และหลายๆ ครั้งต่อวัน
ในกรณีที่ผู้ป่วยดูแลตนเองอย่างเต็มที่โดยวิธีไม่ผ่าตัด
แล้วยังมีอาการของเอ็นฝ่าเท้าอักเสบอยู่ อาจจะต้องผ่าตัด
เพื่อเลาะเนื้อเยื่ออักเสบและยืดเอ็นฝ่าเท้า
หรือเอาหินปูนที่เกาะบริเวณกระดูกส้นเท้าออก
แต่ก็สามารถป้องกันได้โดยเลือกใช้รองเท้าที่ถูกลักษณะ
มีตัวรองส้นที่นุ่ม พื้นไม่บางหรือแข็งเกินไป
พร้อมแก้ไขหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆข้างต้น
• หากไม่รักษา
หากปล่อยทิ้งไว้
ไม่ได้รับการรักษา จนลุกลาม อาจส่งผลร้าย
คือเกิดการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้ออื่นๆในขาเดียวกัน
และอาจส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อและข้อต่อของสะโพกและบั้นเอวด้วย
จากลักษณะการเดินที่ผิดไปจากอาการเจ็บส้นเท้า
• การรักษาโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
จะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยเป็นหลัก
เพราะการใช้ยาเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้หายได้
โดยผู้ป่วยต้องลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แก้ไขรองเท้า
และทำกายภาพบำบัดยืดเอ็นฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่องเป็นประจำ
จึงจะทำให้อาการทุเลาได้
ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่า มีปัญหาอื่นร่วมด้วยหรือไม่
เนื่องจากโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ถึงแม้จะรักษาจนหายดีแล้ว
ก็อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก ถ้าไม่แก้ไขหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ค่ะ
• ใครบ้างเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
ผู้หญิง เนื่องจากไขมันส้นเท้าจะบางกว่า เอ็นและกล้ามเนื้อของน่องและฝ่าเท้าไม่แข็งแรงเท่าผู้ชาย
ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
อายุมากขึ้น เนื่องจากไขมันบริเวณส้นเท้าจะบางลง ทำให้จุดเกาะของเอ็นฝ่าเท้าบริเวณกระดูกส้นเท้าได้รับแรงกระแทกมากขึ้น
ผู้ที่ทำงานที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ บนพื้นแข็ง หรือขรุขระ
ผู้ที่ออกกำลังกายที่หนักเกินไป หรือไม่ได้ยืดกล้ามเนื้อน่องหรือเอ็นร้อยหวาย
มีภาวะฝ่าเท้าแบนหรือโก่งโค้งจนเกินไป
มีความผิดปกติของข้อเท้า ข้อเข่าหรือข้อสะโพก ทำให้การเดินและการลงน้ำหนักผิดไปจากปกติ
มีการใช้รองเท้าที่ไม่ถูกลักษณะ เช่น พื้นรองเท้าบางและแข็งเกินไป
ขอขอบคุณบทความดีๆ
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 156
ธันวาคม 2556 โดย ผศ.พญ.สายชล ว่องตระกูล ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)
ตาปลาเกิดจากอะไร รักษาตาปลาแบบไหนได้ผล
ตาปลาคืออะไร
"ตาปลา" คือก้อนของหนังขี้ไคลที่เกิดจากการเสียดสีของผิวหนังเรื้อรังเป็นเวลานาน
เราสามารถพบตาปลาเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ที่บริเวณฝ่าเท้า เพราะเป็นส่วนที่แบกรับน้ำหนักตัวของเราตลอดเวลา
ตาปลามีด้วยกัน 2 ชนิด
คือ "ตาปลาชนิดขอบแข็ง" มักขึ้นตามข้อพับ ส้นเท้า ฝ่าเท้า
บริเวณที่ถูกกระแทก หรือเสียดสีบ่อย ๆ กับ "ตาปลาชนิดอ่อน"
มักขึ้นตามง่ามนิ้วเท้า
ตาปลาเกิดจากอะไร
ผิวหนังของคนเรานั้นมีทั้งส่วนที่เป็นหนังกำพร้าและหนังแท้
ซึ่งมีสารเชื่อมให้ทั้งสองชั้นเกาะติดกัน
แต่ถ้าผิวหนังถูกเสียดสีอย่างรุนแรง
จะทำให้ผิวหนังกำพร้าแยกออกมาเป็นตุ่มพอง ๆ และถ้ายิ่งเสียดสีไปนาน ๆ เข้า จะยิ่งไปกระตุ้นให้ผิวหนังกำพร้าสร้างหนังขี้ไคลหนาขึ้นจนมีลักษณะแข็ง ๆ เป็นก้อนแหลม ๆ คล้ายลิ่ม พอกดเข้าไปตรงบริเวณตุ่มน้ำใส ๆ ก็จะรู้สึกเจ็บ

ตาปลาไม่ได้เกิดเฉพาะที่ฝ่าเท้าอย่างที่พบกันบ่อย ๆ เท่านั้น
แต่ยังสามารถเกิดได้ระหว่างซอกนิ้วเท้า ที่กระดูกนิ้วเสียดสีกัน
หรือด้านบนของหลังเท้า ที่เกิดจากการสวมรองเท้าหัวแบนบ่อย ๆ
ทำให้ผิวหนังส่วนนั้นเสียดสีกับรองเท้า สรุปได้ว่า
ตาปลาเกิดจากแรงเสียดสีของผิวหนังนั่นเอง ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อใด ๆ
อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
อาการของตาปลา
ถ้าเป็นตาปลา สิ่งแรกที่เราจะรู้สึกได้ก็คือความเจ็บปวดนี่แหละ
เห็นตุ่มแข็ง ๆ เม็ดเล็กนิดเดียว ก็ทำให้เจ็บจี๊ดได้เลยนะ
โดยเฉพาะถ้าตาปลามีขนาดใหญ่
แล้วเราต้องไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้ฝ่าเท้ารับน้ำหนักมาก เช่น วิ่ง เดินนาน ๆ
ยืนนาน ๆ หรือคนที่เป็นตาปลามีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งทำให้เจ็บมากขึ้น
เพราะก้อนแข็ง ๆ นี้จะยิ่งถูกกดให้ลึกเข้าไปในผิวหนัง
บางทีไปกดทับกระดูกหรือเส้นประสาทเข้าอีก แบบนี้ต้องรีบหาวิธีรักษาเลย
ตาปลากับหูดต่างกันอย่างไร
หลายคนเห็นก้อนไตแข็ง ๆ
ขึ้นมาที่เท้า ไม่แน่ใจว่าเป็นหูดหรือตาปลา ให้ตรวจดูแบบนี้ว่า ถ้าเป็นหูด
ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมน เพ็ปพิลโลมาไวรัส (Human papillomavirus)
หรือเชื้อ HPV
ไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มขึ้นเป็นก้อนในชั้นหนังกำพร้า
มักจะเกิดขึ้นกับเท้าเดียว และจะรู้สึกเจ็บมากถ้าบีบก้อนด้านข้างเข้าหากัน เมื่อปาดผิวตุ่มนั้นออกดูจะเป็นเส้นสีขาวอัดแน่น ถ้าตัดลึกลงไปอีกจะมีเลือดออก เพราะมีเลือดมาเลี้ยงเซลล์ผิวหนังตรงส่วนนี้ด้วย
แต่ถ้าเป็นตาปลาบีบด้านข้างจะไม่เจ็บ
จะเจ็บก็ต่อเมื่อกดลงไปในตุ่ม และในตุ่มนั้นจะไม่มีเลือดออก
เพราะเป็นเพียงผิวหนังที่ขี้ไคลหนาขึ้นจากการกดทับและเสียดสีเป็นเวลานานเท่านั้น
วิธีรักษาตาปลาที่เท้า
การรักษาตาปลาให้ได้ผลนั้นมีอยู่หลายวิธีที่ขอนำเสนอก็คือ
1. ใช้พลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก 40% ปิดส่วนที่เป็นตาปลาทิ้งไว้
2-3 วัน จากนั้นค่อยแกะพลาสเตอร์ออก
แล้วแช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อให้ผิวหนังตรงฝ่าเท้านิ่มลง
จะช่วยทำให้ตาปลาหลุดลอกออกไปได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าตาปลาหลุดลอกออกไปยังไม่หมด
ก็ให้แปะพลาสเตอร์ซ้ำ แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นอีกครั้ง
2. ใช้ยาแอสไพริน (แต่ไม่ได้ให้ทานนะ) โดยในแอสไพรินก็มีกรดซาลิไซลิกเช่นกัน
ก็ช่วยกัดตาปลาได้ (แต่คุณต้องมั่นใจด้วยว่าตัวเองไม่แพ้ยาแอสไพริน)
วิธีใช้ก็คือ นำแอสไพริน 5 เม็ดมาบดเป็นผง แล้วผสมกับน้ำมะนาว 12 ช้อนชา
และน้ำเปล่าอีก 12 ช้อนชา จากนั้นนำมาป้ายตรงตาปลา แล้วใช้พลาสติกมาห่อไว้
ตบท้ายด้วยการพันผ้าขนหนูอุ่น ๆ ทับอีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วถอดออก
แล้วใช้หินมาขัดเบา ๆ จะช่วยให้ตาปลาลอกออกมา
3. ทายากัดตาปลาหรือหูด วันละ 1-2 ครั้ง หรือจนกว่าตาปลาจะหลุดออกไปหมด
โดยมีคำแนะนำคือ ก่อนทายาให้แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนสัก 15-20 นาที
เพื่อให้ผิวหนังนิ่มขึ้น แล้วใช้ผ้าขนหนูมาถูตรงตาปลาเพื่อลอกขุยออก
จากนั้นอาจใช้วาสลินหรือน้ำมันมะกอกมาทาผิวรอบ ๆ ตาปลา
เพื่อที่ผิวบริเวณนั้นจะได้ไม่ถูกตัวยาไปกัดผิวหนัง
แล้วค่อยแต้มยาลงบนตาปลา
4. ผ่าตัดหรือใช้เลเซอร์จี้ตาปลาออก เป็นอีกวิธีที่สะดวกรวดเร็ว
แต่ก็อาจทิ้งแผลเป็นไว้ และที่สำคัญคือค่ารักษาแพงกว่าวิธีอื่น ๆ
แต่วิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่เป็นตาปลาเพราะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกที่ทำให้กระดูกเสียดสีกัน
ส่วนใครที่เคยได้ยินคนแนะนำให้เอาธูปจี้ตาปลา หรือใช้ของมีคมเฉือนตาปลาออก ข้อเตือนไว้ตรงนี้เลยค่ะว่าเป็นวิธีที่อันตรายมาก เพราะนอกจากอาจไม่ได้ช่วยให้ตาปลาหายแล้ว ยังทำให้เกิดแผลอักเสบติดเชื้อตามมาเป็นของแถม แบบนี้ไม่ไหวแน่
ป้องกันตาปลาที่เท้าง่าย ๆ แค่เลือกรองเท้าให้เหมาะ
ก่อนจะเป็นตาปลาที่เท้า หรือรักษาตาปลาหายไปแล้วไม่อยากกลับมาเป็นซ้ำอีกรอบ ก็ต้องรู้จักเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับตัวเอง ตามนี้เลย
1. เลือกใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า ไม่คับเกินไป หรือหลวมเกินไป เพราะไม่ว่ารองเท้าจะคับหรือหลวมก็ทำให้นิ้วเท้าเสียดสีกัน
2.
หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง รองเท้าหัวแหลม
รองเท้าแฟชั่นซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างกระดูกเท้า
รองเท้าพวกนี้จะไปบีบรัดทำให้การเรียงตัวของกระดูกผิดทิศทาง
และทำให้เกิดการเสียดสีมากขึ้น แต่สำหรับสาว ๆ
ที่จำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก็เลือกรองเท้าส้นสูงที่มีแผ่นหนุนด้านหน้า เพื่อลดแรงกดที่นิ้วเท้า
และไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงยืนเดินนานจนเกินไป ควรหารองเท้าสบาย ๆ
ไปเปลี่ยนระหว่างวันด้วย
3. หาฟองน้ำหรือแผ่นรองเท้ามาใส่เพิ่มในรองเท้า เพื่อลดการเสียดสีระหว่างรองเท้ากับผิวหนัง
4. เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ เช่น รองเท้าเทนนิสไม่ควรใส่มาวิ่ง
5. ถ้าชอบมีตาปลาเกิดขึ้นระหว่างง่ามนิ้วเท้า อาจใช้สำลีหรือฟองน้ำบุระหว่างง่ามนิ้วเท้าไว้ เพื่อป้องกันการเสียดสี
6.
หากตาปลาเกิดจากมีเท้าผิดรูป หรือการลงน้ำหนักของเท้ามีความผิดปกติ
อาจเลือกใช้รองเท้าที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เหมาะสมกับความผิดปกติแต่ละชนิด
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก......
http://health.kapook.com/view48.html